โฆษณาที่ดีไม่ควรจบแค่ยอดเข้าชม แต่ต้องต่อยอดเป็นประสบการณ์ลูกค้าที่ลื่นไหล ตั้งแต่เห็นโฆษณา คลิก แชต ซื้อ และกลับมาใช้ซ้ำ เรียนรู้เกณฑ์เลือกเอเจนซี ขอบเขตงาน งบประมาณ และคำถามก่อนขอใบเสนอราคา
เอเจนซีโฆษณาที่เหมาะไม่ควรดูแลแค่การซื้อสื่อ แต่ควรเชื่อมโฆษณาเข้ากับประสบการณ์หลังการคลิกด้วย เช่น หน้าเว็บไซต์ ฟอร์ม แชต และขั้นตอนชำระเงิน
หากลูกค้าเห็นโฆษณาแล้วสนใจ แต่ตัดสินใจต่อไม่ได้ ปัญหาอาจอยู่ที่ Customer Experience มากกว่างบโฆษณา
การเลือกผู้ให้บริการจึงควรเริ่มจากคอขวดของเส้นทางลูกค้า ไม่ใช่เทียบเพียงค่าบริการรายเดือนหรือจำนวนชิ้นงานครีเอทีฟ
ธุรกิจควรกำหนดเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ เช่น ลีดคุณภาพ การนัดหมาย การซื้อซ้ำ หรือจุดที่ลูกค้าออกจากขั้นตอน
ก่อนขอใบเสนอราคา ควรระบุขอบเขตงาน ทีมผู้รับผิดชอบ เครื่องมือวัดผล และสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลให้ชัดเจน
สรุปแบบรวดเร็ว
- โฆษณาพาลูกค้าเข้ามา ส่วน Customer Experience ช่วยให้ลูกค้าเดินต่อจนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
- เปรียบเทียบเอเจนซีโฆษณาจาก ขอบเขตงาน ผลส่งมอบ KPI สิทธิ์ข้อมูล และเงื่อนไขส่งมอบ ไม่ใช่ราคาอย่างเดียว
- หากมีคนคลิกหรือมีลีดแล้วแต่ปิดการขายต่ำ ควรตรวจ Landing Page ฟอร์ม แชต และการติดตามลูกค้าก่อนเพิ่มงบสื่อ
| รูปแบบการจ้าง | เหมาะกับเป้าหมาย | ขอบเขตงานที่ควรถาม | จุดที่ต้องตรวจ |
|---|---|---|---|
| จ้างทำโฆษณาและซื้อสื่อ | ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและนำคนเข้าสู่ช่องทางขาย | การวางสื่อ การตั้งค่าแคมเปญ ครีเอทีฟ และรายงานผล | หน้า Landing Page หรือช่องทางรับลูกค้าพร้อมรองรับหรือไม่ |
| จ้างวาง Customer Experience | ต้องการลดความยุ่งยากระหว่างลูกค้าสนใจจนซื้อหรือกลับมาใช้ซ้ำ | Customer Journey จุดสัมผัส ฟอร์ม แชต ขั้นตอนชำระเงิน และการติดตามผล | ทีมภายในหรือผู้ให้บริการรายอื่นจะนำแผนไปพัฒนาต่ออย่างไร |
| จ้างแบบบูรณาการ | ต้องการเชื่อมกลยุทธ์ โฆษณา เว็บไซต์ และการวัดผลในทิศทางเดียวกัน | กลยุทธ์ ครีเอทีฟ สื่อ เว็บไซต์ การวัดผล และการปรับประสบการณ์ลูกค้า | บทบาทของแต่ละทีม ขอบเขตจริง และสิทธิ์เข้าถึงบัญชีข้อมูล |
โฆษณาที่เชื่อมประสบการณ์ลูกค้าคืออะไร และธุรกิจได้อะไรจากการทำร่วมกัน
สรุปสั้น: โฆษณาพาลูกค้าเข้ามา ส่วน Customer Experience ช่วยลดแรงเสียดทานก่อนตัดสินใจ
โฆษณามีหน้าที่สร้างความสนใจและพาลูกค้าไปยังจุดหมาย เช่น เว็บไซต์ หน้าเสนอขาย หรือแชตของแบรนด์ แต่หลังจากคลิกแล้ว ลูกค้าต้องพบข้อมูลที่เข้าใจง่าย ติดต่อสะดวก และเดินหน้าสู่การซื้อได้โดยไม่สับสน นี่คือส่วนที่ การออกแบบ Customer Experience หรือ CX เข้ามามีบทบาท
การทำงานร่วมกันช่วยให้ข้อความในโฆษณา สิ่งที่ลูกค้าเห็นบนหน้าเว็บไซต์ และสิ่งที่ทีมขายหรือแอดมินตอบ มีความต่อเนื่องกัน ตัวอย่างเช่น หากโฆษณาพูดถึงข้อเสนอหนึ่ง หน้า Landing Page ควรอธิบายข้อเสนอนั้นให้ชัด ไม่ควรปล่อยให้ลูกค้าต้องค้นหาข้อมูลเองหลายขั้นตอน
จุดสัมผัสที่ควรตรวจตั้งแต่โฆษณาไปถึงการซื้อและบริการหลังการขาย
Customer Experience ครอบคลุมทุกจุดสัมผัสก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ และหลังซื้อ ธุรกิจควรไล่ดูเส้นทางจริงตั้งแต่ข้อความในโฆษณา หน้าเว็บไซต์หรือ Landing Page ฟอร์มลงทะเบียน ปุ่มติดต่อ การตอบแชต ขั้นตอนชำระเงิน ตลอดจนการติดตามผลหลังการซื้อ
คำถามง่าย ๆ คือ ลูกค้ารู้หรือไม่ว่าต้องทำอะไรต่อ ข้อมูลสำคัญหาเจอง่ายหรือไม่ และหากลูกค้าติดต่อเข้ามา ทีมงานรับช่วงต่อได้หรือไม่ การตรวจจุดเหล่านี้ช่วยให้การจ้างเอเจนซีโฆษณาไม่กลายเป็นการเพิ่มทราฟฟิกเข้าสู่เส้นทางที่ยังติดขัด
สัญญาณว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบสื่อ แต่อยู่ที่ประสบการณ์หลังคลิก
หากมีผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือมีคนทักแชตแล้ว แต่จำนวนการนัดหมายหรือการปิดการขายไม่เดินตาม อาจควรตรวจประสบการณ์หลังคลิกก่อนตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณา จุดที่ควรดู ได้แก่ หน้าเว็บไซต์อธิบายคุณค่าได้ตรงกับโฆษณาหรือไม่ ฟอร์มยาวเกินจำเป็นหรือไม่ แชตมีขั้นตอนตอบกลับชัดเจนหรือไม่ และข้อเสนอทำให้ลูกค้าตัดสินใจต่อได้หรือไม่
ข้อควรระวังคือ ไม่ควรสรุปจากตัวเลขเดียว การดูข้อมูลควรเชื่อมกับเป้าหมายของธุรกิจ เช่น จำนวนลีดคุณภาพ อัตราการนัดหมาย ยอดสั่งซื้อซ้ำ หรือการลดขั้นตอนที่ลูกค้าละทิ้ง
เปรียบเทียบเอเจนซีซื้อสื่อ เอเจนซีครีเอทีฟ และทีมออกแบบ Customer Experience
ตารางเปรียบเทียบเป้าหมาย ผลส่งมอบ KPI และความเหมาะสมของแต่ละรูปแบบ
| ผู้ให้บริการ | เป้าหมายหลัก | ผลส่งมอบที่อาจพบ | KPI ที่ควรตกลงร่วมกัน |
|---|---|---|---|
| เอเจนซีซื้อสื่อ | บริหารการเข้าถึงและการนำผู้สนใจเข้าสู่ช่องทาง | แผนสื่อ การตั้งค่าแคมเปญ รายงานผล | ตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับเป้าหมายลีด การนัดหมาย หรือยอดขาย |
| เอเจนซีครีเอทีฟ | พัฒนาข้อความ ภาพ และแนวคิดการสื่อสาร | แนวคิดแคมเปญ ชิ้นงานโฆษณา คอนเทนต์ | ความชัดเจนของข้อความและความสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย |
| ทีมออกแบบ CX | ลดอุปสรรคตลอดเส้นทางลูกค้า | Customer Journey ข้อเสนอปรับหน้าเว็บ ฟอร์ม แชต หรือกระบวนการติดตาม | จุดละทิ้ง ขั้นตอนที่ลดลง คุณภาพลีด หรือการกลับมาใช้ซ้ำ |
งานใดควรรวมในสัญญา และงานใดอาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
ก่อนเลือกเอเจนซีการตลาด ควรระบุให้ชัดว่าใครทำอะไร งานที่เกี่ยวกันโดยตรง เช่น กลยุทธ์แคมเปญ ครีเอทีฟ การซื้อสื่อ และการวัดผล อาจรวมอยู่ในสัญญาเดียวได้ หากผู้ให้บริการมีขอบเขตดังกล่าวจริง
แต่การพัฒนาเว็บไซต์ ระบบหลังบ้าน CRM หรือการปรับกระบวนการของทีมขาย อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม ธุรกิจไม่ควรสมมติว่าเอเจนซีทุกแห่งทำได้ครบทุกส่วน ควรถามตรง ๆ ว่าส่วนใดทำเอง ส่วนใดประสานพาร์ตเนอร์ และส่วนใดเป็นหน้าที่ของทีมภายใน
ความต่างระหว่างค่าดูแลรายเดือน ค่าทำโปรเจกต์ และงบซื้อสื่อ
ค่าดูแลรายเดือน มักเกี่ยวกับการบริหารงานต่อเนื่อง เช่น ดูแลสื่อ ปรับแคมเปญ หรือรายงานผล ส่วน ค่าทำโปรเจกต์ อาจเกี่ยวกับงานวางกลยุทธ์ พัฒนา Landing Page หรือออกแบบ Customer Journey ขณะที่ งบซื้อสื่อ คือเงินที่ใช้แสดงโฆษณา ซึ่งควรแยกจากค่าบริการของเอเจนซีให้เห็นชัด
การแยกรายการเช่นนี้ทำให้เปรียบเทียบใบเสนอราคาการตลาดได้ตรงขึ้น และช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “งบทั้งหมด” ครอบคลุมงานใดบ้าง
ประเมินงบและใบเสนอราคาโดยไม่ดูแค่ราคาต่ำสุด
รายการต้นทุนที่ควรแยกให้ชัด: กลยุทธ์ คอนเทนต์ สื่อ เว็บไซต์ ระบบ และการวัดผล
ใบเสนอราคาที่อ่านง่ายควรแยกขอบเขตและค่าใช้จ่ายของงานกลยุทธ์ งานผลิตครีเอทีฟหรือคอนเทนต์ ค่าดูแลสื่อโฆษณา งบซื้อสื่อ งานพัฒนาเว็บไซต์หรือระบบ และเครื่องมือหรือการวัดผลออกจากกัน การแยกนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกรายการต้องมีเสมอไป แต่ช่วยให้รู้ว่าข้อเสนอใดรวมอะไรไว้แล้ว
อย่าลืมตรวจ จำนวนรอบแก้งาน ระยะเวลาทำงาน ทีมที่รับผิดชอบ และสิทธิ์การใช้งานชิ้นงาน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความพร้อมใช้งานจริงของงานหลังส่งมอบ
คำถามสำคัญก่อนรับใบเสนอราคาเพื่อป้องกันขอบเขตงานคลาดเคลื่อน
- เป้าหมายของโครงการคืออะไร และจะตรวจสอบความคืบหน้าอย่างไร
- ผู้ให้บริการรับผิดชอบตั้งแต่โฆษณาถึงหน้าเว็บไซต์หรือแชตเพียงส่วนใด
- มีงานใดที่ไม่รวมอยู่ในข้อเสนอ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีใดบ้าง
- รายงานผลจะดูข้อมูลอะไร ใครเข้าถึงข้อมูลได้ และส่งมอบอย่างไร
- บัญชีโฆษณา เว็บไซต์ ระบบวิเคราะห์ และข้อมูลลูกค้าเป็นของใครเมื่อสิ้นสุดงาน
วิธีเปรียบเทียบข้อเสนอหลายเจ้าให้เทียบกันได้จริง
เริ่มจากส่งโจทย์เดียวกันให้ผู้ให้บริการแต่ละราย โดยระบุสินค้า กลุ่มลูกค้า เป้าหมาย ข้อจำกัด ช่องทางที่ใช้อยู่ และสิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุง จากนั้นสร้างตารางเทียบ ขอบเขตงาน ผลส่งมอบ ระยะเวลา รอบแก้ไข เครื่องมือวัดผล และสิทธิ์ข้อมูล ควบคู่กับราคา
ข้อเสนอที่ถูกกว่าอาจมีขอบเขตแคบกว่า ขณะที่ข้อเสนอที่สูงกว่าอาจรวมงานกลยุทธ์ เว็บไซต์ หรือการวัดผลไว้แล้ว จึงควรตัดสินใจจากสิ่งที่ธุรกิจต้องใช้เพื่อแก้คอขวด ไม่ใช่ตัดสินจากตัวเลขรวมเพียงบรรทัดเดียว
ขั้นตอนทำงานร่วมกับเอเจนซี ตั้งแต่ Brief ถึงการปรับผลลัพธ์
เตรียมข้อมูลธุรกิจ ลูกค้าเป้าหมาย ข้อเสนอขาย และข้อจำกัดก่อนเริ่มงาน
Brief ที่ดีช่วยให้เอเจนซีโฆษณาเสนอแนวทางได้ใกล้โจทย์ขึ้น ควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ลูกค้าเป้าหมาย ข้อเสนอขาย ช่องทางที่มีอยู่ ขั้นตอนรับลูกค้าเดิม รวมถึงข้อจำกัด เช่น ทีมงานที่ดูแลแชต ความพร้อมของเว็บไซต์ หรือข้อกำหนดของแบรนด์
หากมีข้อมูลเดิมเกี่ยวกับลูกค้าที่ทักเข้ามา การนัดหมาย หรือเหตุผลที่ลูกค้าหยุดตัดสินใจ ก็ควรส่งให้ทีมที่เกี่ยวข้องพิจารณา เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การออกแบบ CX ไม่ได้เริ่มจากการคาดเดาเพียงอย่างเดียว
วาง Customer Journey และกำหนดจุดวัดผลที่ทีมเห็นตรงกัน
Customer Journey คือการมองเส้นทางตั้งแต่ลูกค้ารู้จักแบรนด์ สนใจ เปรียบเทียบ ติดต่อ ตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงหลังการซื้อ แต่ละช่วงควรกำหนดจุดสัมผัส เจ้าของงาน และสิ่งที่ต้องการวัดให้ชัด
ตัวอย่างเช่น โฆษณานำคนเข้าหน้าใด หน้าเว็บต้องการให้กรอกฟอร์มหรือทักแชต ใครรับผิดชอบการตอบ และการนัดหมายหรือการซื้อถูกบันทึกอย่างไร เมื่อทุกฝ่ายเห็นเส้นทางเดียวกัน การปรับงานจะอิงปัญหาจริงได้มากกว่าการวัดยอดคลิกอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: วัดแค่ยอดคลิก ละเลยมือถือ และไม่กำหนดเจ้าของข้อมูล
ยอดคลิกอาจบอกได้ว่ามีคนสนใจ แต่ยังไม่ตอบว่าลูกค้าดำเนินต่อหรือไม่ จึงควรเชื่อมการดูผลโฆษณากับเป้าหมายทางธุรกิจที่ตกลงไว้ อีกเรื่องที่ควรตรวจคือประสบการณ์บนมือถือ เพราะลูกค้าอาจเห็นโฆษณาและติดต่อผ่านโทรศัพท์เป็นหลัก

นอกจากนี้ ควรกำหนดตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นเจ้าของบัญชีโฆษณา เว็บไซต์ ระบบวิเคราะห์ ไฟล์งาน และข้อมูลลูกค้า รวมถึงขั้นตอนส่งมอบเมื่อสิ้นสุดสัญญา ความชัดเจนนี้สำคัญต่อการทำงานต่อเนื่องของธุรกิจ
เลือกแนวทางตามสถานการณ์ธุรกิจ
ธุรกิจใหม่: เริ่มจากการสื่อสารคุณค่าและเส้นทางติดต่อที่ชัดเจน
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัว สิ่งสำคัญคือการสื่อสารว่าขายอะไร เหมาะกับใคร และลูกค้าควรติดต่อหรือซื้ออย่างไร การจ้างเอเจนซีอาจเริ่มจากการวางข้อความหลัก ครีเอทีฟ และหน้า Landing Page หรือช่องทางแชตที่เข้าใจง่ายก่อนขยายการซื้อสื่อ
ธุรกิจที่มีทราฟฟิกแต่ยอดขายต่ำ: ตรวจ Landing Page ฟอร์ม แชต และข้อเสนอ
หากมีผู้เข้าชมอยู่แล้ว แต่การติดต่อหรือการซื้อไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ควรจัดลำดับตรวจหน้า Landing Page ฟอร์ม แชต และข้อเสนอที่ลูกค้าได้รับ เอเจนซีที่เข้าใจการออกแบบ Customer Experience ควรช่วยตั้งคำถามว่า ลูกค้าหยุดอยู่ที่ขั้นตอนไหน และข้อมูลใดที่ควรทำให้ชัดขึ้น
ธุรกิจ B2B หรือบริการมูลค่าสูง: ออกแบบเส้นทางลีด การนัดหมาย และการติดตามผล
ธุรกิจ B2B หรือบริการที่ลูกค้าต้องใช้เวลาพิจารณา อาจไม่ได้จบที่การคลิกหรือซื้อทันที จึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของลีด ขั้นตอนนัดหมาย การส่งข้อมูลต่อให้ทีมขาย และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ ในกรณีนี้ ควรถามผู้ให้บริการว่าแผนโฆษณาเชื่อมกับกระบวนการรับและติดตามลีดอย่างไร
เกณฑ์เลือกเอเจนซีและสรุปการเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
เช็กลิสต์ความเชี่ยวชาญ อุตสาหกรรม กระบวนการรายงาน และการทำงานร่วมกับทีมภายใน
ก่อนเลือกเอเจนซีโฆษณา ให้พิจารณาว่าทีมเข้าใจเป้าหมายธุรกิจและคอขวดของ Customer Journey หรือไม่ อธิบายขอบเขตงานได้ชัดหรือไม่ มีกระบวนการรายงานที่เชื่อมกับเป้าหมายที่ตกลงกันหรือไม่ และทำงานร่วมกับทีมขาย ทีมเว็บไซต์ หรือทีมดูแลลูกค้าภายในได้อย่างไร
ไม่จำเป็นต้องเลือกผู้ให้บริการที่เสนอจำนวนชิ้นงานมากที่สุด หากงานเหล่านั้นไม่ตอบจุดที่ลูกค้าติดขัดจริง ความเหมาะสมควรดูจากความสามารถในการจัดลำดับปัญหาและแปลงเป็นแผนทำงานที่ตรวจสอบได้
ตรวจสิทธิ์บัญชีโฆษณา ข้อมูลลูกค้า ไฟล์งาน และเงื่อนไขส่งมอบ
ข้อตกลงควรระบุความเป็นเจ้าของและสิทธิ์เข้าถึง บัญชีโฆษณา เว็บไซต์ ระบบวิเคราะห์ ข้อมูลลูกค้า และไฟล์งาน ให้ชัด รวมถึงรูปแบบการส่งมอบเมื่อจบโครงการหรือยุติสัญญา การมีสิทธิ์ที่ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจตรวจสอบข้อมูลและเปลี่ยนแปลงการทำงานในอนาคตได้สะดวกขึ้น
สรุป: เลือกผู้ให้บริการที่แก้คอขวดของ Customer Journey ได้ตรงจุด ไม่ใช่เพียงเสนอจำนวนชิ้นงานมากกว่า
เอเจนซีที่เหมาะอาจไม่ใช่รายที่ครอบคลุมทุกอย่างเสมอไป แต่ควรเป็นรายที่ระบุได้ว่าอะไรคือบทบาทของโฆษณา อะไรคือปัญหาหลังการคลิก และส่วนใดต้องทำร่วมกับทีมอื่น การตัดสินใจที่ดีจึงเริ่มจากโจทย์ชัด ขอบเขตชัด และเกณฑ์วัดผลที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน
เกณฑ์เลือกและสรุปการเปรียบเทียบ
ก่อนขอใบเสนอราคา ควรเตรียมข้อมูลให้แต่ละเอเจนซีในมาตรฐานเดียวกัน ได้แก่ เป้าหมายธุรกิจ กลุ่มลูกค้า ข้อเสนอขาย ช่องทางปัจจุบัน ปัญหาที่พบ ขอบเขตงานที่ต้องการ และผู้รับผิดชอบภายใน จากนั้นตรวจเช็ก ขอบเขตงาน ทีมดูแล รอบแก้ไข ระยะเวลา KPI เครื่องมือวัดผล ค่าใช้จ่ายที่แยกต่างหาก และสิทธิ์ในบัญชีหรือข้อมูล
หากกำลังเปรียบเทียบผู้ให้บริการ ให้ดูรายละเอียดขอบเขตงานและเงื่อนไขส่งมอบจากหน้าแนะนำบริการหรือเอกสารข้อเสนอของแต่ละรายก่อนตัดสินใจ
ส่งท้าย
การลงทุนกับโฆษณาและ Customer Experience ไม่ควรถูกแยกออกจากกันโดยอัตโนมัติ เพราะลูกค้ามองเป็นประสบการณ์เดียวตั้งแต่เห็นข้อความจนถึงการติดต่อหรือซื้อสินค้า
การเลือกเอเจนซีจึงควรเริ่มจากการรู้ว่าเส้นทางลูกค้าติดอยู่ตรงไหน แล้วเลือกขอบเขตงานที่แก้จุดนั้นได้จริง
เมื่อใบเสนอราคาเปรียบเทียบกันบนโจทย์เดียวกัน ธุรกิจจะตัดสินใจได้รอบคอบกว่าการเลือกจากราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลที่ควรรู้เพิ่มเติม
1. งบซื้อสื่อ ค่ากลยุทธ์ ค่าผลิตครีเอทีฟ ค่าดูแลสื่อ และค่าพัฒนาเว็บไซต์หรือระบบอาจแยกกันในใบเสนอราคา
2. ราคาเฉลี่ยและรูปแบบบริการของเอเจนซีในไทยแตกต่างกันตามขนาดงาน อุตสาหกรรม ระยะเวลา ทีมงาน และช่องทางที่ใช้ จึงควรขอรายละเอียดเฉพาะโครงการ
3. ผลลัพธ์ด้านยอดขายหรือ ROAS ไม่ควรถูกคาดหวังเป็นตัวเลขตายตัวก่อนเข้าใจข้อมูลธุรกิจ ข้อเสนอ และประสบการณ์ลูกค้าปัจจุบัน
ข้อควรตรวจสอบ
ขอบเขตบริการ มาตรฐานการทำงาน ระยะเวลาตอบกลับ และค่าบริการเพิ่มเติมของผู้ให้บริการแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน ควรตรวจเอกสารข้อเสนอและข้อตกลงก่อนเริ่มงานเสมอ เครื่องมือ MarTech, CRM หรือแพลตฟอร์มโฆษณาที่เหมาะสมก็ต้องพิจารณาตามกระบวนการและความพร้อมของแต่ละธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. จ้างเอเจนซีโฆษณาอย่างเดียวพอไหม หากต้องการเพิ่มยอดขาย?
A1. อาจพอได้หากช่องทางหลังการคลิกพร้อมอยู่แล้ว แต่หากมีคนเข้าชม มีลีด หรือมีคนทักแชตแล้วการตัดสินใจไม่เดินต่อ ควรตรวจ Landing Page ฟอร์ม แชต ขั้นตอนชำระเงิน และการติดตามลูกค้าร่วมด้วย
Q2. ใบเสนอราคางานโฆษณาและ Customer Experience ควรมีรายการอะไรบ้าง?
A2. ควรระบุขอบเขตงาน กลยุทธ์ ครีเอทีฟ การดูแลสื่อ งบซื้อสื่อ งานเว็บไซต์หรือระบบ การวัดผล ทีมรับผิดชอบ รอบแก้งาน ระยะเวลา สิทธิ์ใช้งานชิ้นงาน และสิทธิ์เข้าถึงบัญชีหรือข้อมูลให้ชัดเจน
Q3. ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มลงทุนที่โฆษณา เว็บไซต์ หรือระบบติดตามลูกค้าก่อน?
A3. ควรเริ่มจากจุดที่เป็นคอขวดของธุรกิจ หากลูกค้ายังไม่รู้จักแบรนด์ อาจต้องเริ่มจากการสื่อสารและช่องทางเข้าถึง แต่หากมีคนสนใจอยู่แล้วแต่ติดต่อหรือซื้อไม่สะดวก ควรตรวจเว็บไซต์ แชต ฟอร์ม หรือกระบวนการติดตามลูกค้าก่อนเพิ่มงบโฆษณา





